วัดถ้ำผาจม ตั้งอยู่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำสาย เป็นเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองประเทศ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปที่แม่สาย ส่วนใหญ่เมืองมาถึงตลอดแม่สาย ก็จะเลยข้ามฝั่งไปประเทศพม่า ที่เรียกกันว่าฝั่งท่าขี้เหล็ก ไปเที่ยวซื้อของพื้นเมืองของที่ระลึกต่าง ๆ อันได้แก่ หินหยก หยกของประเทศพม่า เป็นหยกที่ดีที่สุดเพราะมีความเป็นมันวาว อยู่ในตัว ของมันพวกเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น พลอยทับทิม ตัวแหวน สร้อยข้อมือ ซึ่งค่าแรงงานทางฝั่งพม่า ไทยใหญ่ถูกกว่า ทางกรุงเทพฯ และยังมีสินค้าของประเทศจีน ที่ผ่านเข้ามาจากคุงหมิง มาทางเชียงตุงแล้วเข้ามาวางขายที่ตลาดท่าขี้เหล็ก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อมาแล้ว ก็จะถ่ายรูปตรงป้ายที่เขียนว่า เหนือสุดยอดสยาม เพราะบริเวณเขต ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย นั้นเป็นพื้นที่ส่วนที่สูงที่สุดของประเทศไทย ฉะนั้นวัดถ้ำผาจมจึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย
ทางเข้าวัดถ้ำผาจม
เมื่อมาถึงตรงบริเวณจะข้ามสะพานไปพม่านั้น ทางด้านซ้ายมือจะมีถนนลาดต่ำ มีป้ายวัดถ้ำผาจมปักให้เห็นชัดอยู่ให้ขับลงไปตามถนนวิ่งไปเพียง ๒ นาที ก็จะถึงวัดถ้ำผาจม ถ้าจะนั่งสามล้อก็ประมาณ ๑๐ บาท ต่อ ๑ คน ถ้าไป ๒ คน ก็เสีย ๒๐ บาทนะ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เช่นกัน เก็บคนละ ๑๐ บาท ถ้าจะเดินเข้าไปก็ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที
สถานที่ของวัดถ้ำผาจม
ตั้งอยู่ในบริเวณหุบเขาซึ่งเป็นเทือกเขายาวไปถึงพระธาตุดอยตุงเรียกกันว่าเทือกเขานางนอน คือถ้ามองไกล ๆ ก่อนที่จะถึงตัวเมืองแม่สายอยู่ระหว่างทางประมาณ ๑๗ กิโลเมตร แล้วสังเกตุดูทางด้านซ้ายมือ จะเห็นภูเขาเป็นทิวยาวเป็นรูปหญิงนอนอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า เขานางนอน แต่เมื่อยืนอยู่บนเขาของวัดแล้วมองลงมาข้างล่าง จะเห็นเป็นรูปโค้ง โอบบริเวณวัด และบ้านเรือนแถวนั้นเป็นรูปมังกร จากคำกล่าวของหมอซินแสชาวจีนที่ชำนาญทางด้านฮวงจุ้ยเมื่อมาเห็นแล้วชอบใจและกล่าวว่า เป็นภูมิประเทศที่ดีมาก ถูกต้องตามตำรา บริเวณนี้จะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน อินเดีย ได้บอกว่า สถานที่ตั้งของวัดถ้ำผาจมคล้ายกับกรุงราชคฤห์ เมื่อมองลงมาจากภูเขาคิชณกูฎ วัดถ้าผาจม ตั้งอยู่บนเทือกเขามังกรตามตำราของซินแสจากเมืองจีนที่ได้เข้ามาเที่ยวชมวัด รอบบริเวณอาณาเขตของถ้ำผาจม ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนเชิงเขา ขึ้นไปทางบนเขาการที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างอันใด เช่น โบสถ์ ศาลา ต่าง ๆ แล้วจึง ต้องมีการขุดเขาเพื่อปรับพื้นที่ให้เสมอราบ สร้างความเหนื่อยยากให้กับหลวงพ่อวิชัย เขมิโย เอามากๆ เพราะเมื่อสมัย ๒๕๑๘ นั้น หลวงพ่อวิชัยเขมิโย ยังไม่มีลูกศิษย์ หรือคนรู้จักมากนัก พอขุดเบาปรับพื้นที่ยังไม่เสร็จดีดินก็ถล่มลงมา สมัยนั้นลำบากมาก รอบ ๆ บริเวณวัดถ้ำผาจมจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ตามธรรมชาติที่จริง กุฏิของพระภิกษุ สามเณรจึงอยู่ตามป่าเขาร่มรื่นด้วยพรรณไม้ยืนต้นนานาชนิด ต้นไผ่แต่ละต้นมีขนาดใหญ่เท่าหัวเด็กความสงบเงียบเพื่อที่จะปฎิบัติธรรมจึงมีอย่างสมบูรณ์ เรียกว่าธรรมชาติช่วยหนุนอย่างเต็มที่ ประกอบด้วยพื้นที่อยู่ในเขตเหนือ และยังติดกับทางชายแดนพม่าที่ชานเมืองยังไม่เจริญ จึงทำให้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ไม่ร้อนมากนัก เพราะว่าลมบนเขาก็มีอยู่ตลอดกุฏิที่พักของพระภิกษุ ซึ่งสร้างอยู่ตามเชิงเขาด้านบน อยู่อย่างธรรมชาติตามป่าเขาอย่างสงบ ความสงบ สามารถช่วยการบำเพ็ญภาวนาได้อย่างดีเยี่ยม
ผู้ที่จะหาความสงบจากธรรมชาติ เพื่อที่จะทำสมาธิกรรมฐานแล้ววัดถ้ำผาจม จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งได้อย่างเต็มปากท่านที่จะมาเที่ยวชมวัดนี้ให้อย่างจุใจแล้วควรจะใช้เวลา ๒ วัน จะเที่ยวได้อย่างทั่วถึง คือวันแรกเที่ยวบนเขาก่อน ค่อย ๆ ขึ้นไปทีละขั้น อย่าเร็วเดี๋ยวจะเหนื่อยจะเห็นเจดีย์รูปทรงทางเชียงแสนเดิม อยู่บนชั้นแรกของเขา จะเห็นเป็นกุฏิเล็ก ๆ เรียกว่าเข้าไปนอนได้เพียงองค์เดียวตั้งเรียงติดพนังเขากุฏิเล็ก ๆ นี้สำหรับฝึกไม่ให้ยึดติดกับสถานที่ ไม่ให้ยึดติดกับความสะดวกสบาย
บนเขาชั้นแรกนี้จะมองเห็นบริเวณส่วนหน้าของวัดได้หมด เรียกว่ามีความสูงพอสมควรจะเห็นตึกที่พักของญาติโยม ผู้ที่มาทำบุญ ผู้ที่ทอดกฐินผ้าป่ารวมทั้งผู้ที่มาฝึกสมาธิ หรือสัญจรผ่านไปมา และถ้ามองทางด้านเหนือจะเห็นทิวเขาของวัดพระธาตุดอยเวา เห็นศาลา เห็นเจดีย์สีทองอร่ามซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเทือกเขามังกร บนเขาชั้นแรกนี้ เมื่อขึ้นไปอยู่บนเขา จะสามารถมองเห็นฝั่งตลาดแม่สาย และตลาดพม่าได้อย่างชัดเจน อากาศบนเขานี้บริสุทธิ์เย็นสบายยิ่ง ถึงแม้ว่าเป็นช่วงกลางวันก็ตาม เมื่อเดินไปทางทิศตะวันตก จะเห็นกุฏิใหญ่น้อยเรียงรายอยู่ตามเชิงเขาโดยมีต้นไม้ให้ความร่มรื่น